หนังสือและคู่มือ

SHARE

เอกสารเผยแพร่ ›› หนังสือและคู่มือ

 

การประเมินมูลค่าความเสียหายของระบบนิเวศปะการังจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ

  • เดือน/ปีที่พิมพ์
  • กันยายน 2556
  • บทนำ
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสนใจเป็นอย่างสูงอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความเกี่ยวข้อง และมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลซ้ำเติมให้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความรุนแรงขึ้น ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาทำให้เกิดการเสียสมดุลของธรรมชาติส่งผลกระทบเชื่อมโยงในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นที่ที่เริ่มปรากฏชัดเจน ความหลากหลายทางชีวภาพก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ระบบนิเวศปะการังก็ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเนื่องจากอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ส่งผลให้ปะการังและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและการดำรงชีวิต นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อแหล่งประกอบอาชีพและแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญโดยตรง หากไม่ได้รับการป้องกันก็จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมตามมา

    สำหรับผลกระทบของภาวะโลกร้อนที่ได้รับความสนใจมากคือผลกระทบที่มีต่อความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง ปรากฏการณ์แอลนีโนในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2540-2541 มีผลทำให้แนวปะการังทั่วโลกเกิดปัญหาการฟอกขาว เมื่อเกิดปัญหาการฟอกขาวแล้วในบางพื้นที่แนวปะการังก็อาจจะฟื้นตัวได้เองตามธรรมชาติโดยใช้เวลาไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม สำหรับแนวปะการังในบริเวณมหาสมุทรอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากการศึกษาวิจัยของ Wilkinson ได้ข้อสรุปว่าการฟื้นตัวเป็นไปได้อย่างช้าโดยเฉพาะในบางพื้นที่กว่าร้อยละ 90 ของปะการังได้รับความเสียหายอย่างถาวร นอกจากนั้น ได้มีการพยากรณ์ว่าในระยะยาวความถี่และความรุนแรงของปรากฏการณ์แอลนีโนก็อาจจะมีมากขึ้นและจะส่งผลให้ปญั หาการฟอกขาวของปะการังก็จะรุนแรงขึ้นเช่นเดียวกัน ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกแนวปะการังที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณใกล้ ๆ ชายฝั่งซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตั้งถิ่นฐานของชุมชนค่อนข้างหนาแน่น จากการศึกษาของ Sheppard (Sheppard 1999)2 ได้ข้อสรุปว่าแนวปะการังในบริเวณหมู่เกาะ Chagos ที่อยู่ในมหาสมุทรอินเดียเกิดภาวะการฟอกขาวซึ่งเป็นผลมาจากปรากฏการณ์แอลนีโน รวมทั้ง แนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำทะเล

    สำหรับประเทศไทยเคยประสบปัญหาปะการังฟอกขาวเป็นพื้นที่กว้าง เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติ เมื่อปี พ.ศ. 2534 ปี พ.ศ. 2538 ปี พ.ศ. 2541 ปี พ.ศ. 2546 ปี พ.ศ. 2548 และปี พ.ศ. 2550 โดยในปี พ.ศ. 2534 และปี พ.ศ. 25383 พบว่าแนวปะการังทางฝงั่ ทะเลอันดามัน ได้รับความเสียหายมาก และตายประมาณ 10-20% ส่วนในปี พ.ศ. 2541 เกิดความเสียหายมากทางฝั่งอ่าวไทย แต่ปีต่อ ๆ มาได้เกิดปัญหาทางฝั่งอันดามันแต่ไม่พบความเสียหายมากนัก เพราะปะการังสามารถฟื้นตัวกลับคืนสู่สภาพปกติได้เนื่องจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งมาเร็วในตอนต้นฤดูจึงช่วยบรรเทาทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลลดลงได้สำหรับปี พ.ศ. 2553 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรายงานว่า เป็นปีที่มีแนวปะการังเสียหายมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ อุณหภูมิน้ำทะเลจากปกติ 29 องศาเซลเซียสได้เริ่มสูงขึ้นเป็น 30 องศาเซลเซียสตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2553 สามสัปดาห์ต่อมาปะการังได้เริ่มฟอกขาวแผ่พื้นที่เป็นวงกว้างคลุมทะเลทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ในปีเดียวกันช่วงเดือนตุลาคม 2553 ถึง กันยายน 2554 สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน ได้ดำเนินงาน
    ศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการฟอกขาวของปะการังในปี พ.ศ. 2553 โดยทำการประเมินว่าแนวปะการังในแหล่งสำคัญ ๆ ในแต่ละพื้นที่ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงไร และสรุปว่าในหมู่เกาะเสม็ดซึ่งมีพื้นที่แนวปะการัง 1,712 ไร่ ก่อนเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวแนวปะการังส่วนใหญ่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลางมีปะการังที่มีชีวิตปกคลุมหนาแน่นในช่วง 20-60% ปะการังที่เด่นในพื้นที่คือ ปะการังโขด ปะการังเขากวาง ปะการังสมองร่องใหญ่ ปะการังสมองร่องยาว ปะการังวงแหวน
    ปะการังรังผึ้ง และปะการังดอกไม้ แนวปะการังส่วนใหญ่อยู่ในสภาพเสียหายถึงเสียหายมาก มีปะการังที่มีชีวิตปกคลุมหนาแน่นในช่วง 10-40% ปะการังที่เด่นในพื้นที่คือปะการังโขด ปะการังช่องดาว ปะการังสมองใหญ่ ปะการังสมองร่องยาว ปะการังวงแหวน และปะการังรังผึ้ง

    สำหรับหมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีแนวปะการัง 2,920 ไร่ ก่อนเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในปี พ.ศ. 2553 แนวปะการังมีทัง้ ที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ปานกลางจนถึงดีมาก มีปะการังที่มีชีวิตปกคลุมหนาแน่นเฉลี่ย 38.8% ปะการังตายเฉลี่ย 32% ปะการังที่เด่นในพื้นที่คือปะการังโขดปะการังผิวยู่ยี่ ปะการังเขากวาง ปะการังโต๊ะ หลังจากสำรวจสภาพปะการังตั้งแต่เดือนกันยายน 2553 เป็นต้นไป พบว่าแนวปะการังอยู่ในสภาพเสียหายจนถึงเสียหายมาก โดยปะการังที่ตายไปมีสาเหตุมา
    จากการฟอกขาวประมาณ 40-60% ปะการังที่เสียหายเกือบทั้งหมดคือปะการังเขากวางและปะการังโต๊ะ ปัจจุบันมีปะการังที่มีชีวิตปกคลุมหนาแน่นเฉลี่ย 20.8% ปะการังที่ตายเฉลี่ย 47.4% ปะการังที่ยังคงเหลือเด่นในพื้นที่คือปะการังโขด

    เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศปะการังมีผลกระทบโดยตรงต่อภาคเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมจากระบบนิเวศปะการัง การวิเคราะห์มูลค่าเศรษฐศาสตร์จากความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงเป็นประโยชน์เพื่อเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ต้นทุนของความเสียหายและต้นทุนของมาตรการที่จะป้องกันและฟื้นฟูสภาพระบบนิเวศปะการัง เมื่อเปรียบเทียบกับประโยชน์ที่จะได้รับในหลายๆ ประเทศ จึงได้มีการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะปะการังฟอกขาวต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ได้ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมจากระบบนิเวศปะการัง สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศปะการังจึงควรมีการศึกษาเจาะลึกเพื่อที่จะประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของระบบนิเวศปะการัง เพื่อเป็นข้อมูลที่จะบ่งชี้ได้ในระดับหนึ่งว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะสูญเสียมีมากน้อยเพียงใดเมื่อเกิดปัญหาปะการังฟอกขาวซึ่งกระทบต่อประโยชน์ที่
    ได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • ผู้เขียน/บรรณาธิการ
  • รศ.ดร.อรพรรณ ณ บางช้าง-ศรีเสาวลักษณ์
  • หน่วยงาน
  • กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
  • ความพึงพอใจในบทความ

    • พึงพอใจมากที่สุด
    • พึงพอใจมาก
    • พึงพอใจปานกลาง
    • พึงพอใจน้อย
    • พึงพอใจน้อยที่สุด / ให้ปรับปรุง